หน้าหลัก เรารักอยุธยา ที่กิน อยุธยา ที่เที่ยว อยุธยา ที่พักโรงแรม อยุธยา ร้านค้าบริการ อยุธยา เบอร์โทรสำคัญ อยุธยา จุดวางนิตยสาร อยุธยา ดูดวง อยุธยา เว็บบอร์ด อยุธยา ติดต่อเรา อยุธยา
 

1 มิถุนายน 2558 
พิธีทำบุญตักบาตร เวลา 7.03 น. ณ ศาลาการเปรียญ(ริมน้ำ) วัดพนัญเชิงวรวิหาร  และเวลา 16.30 น. พิธีเวียนเทียน ณ อุโบสถ วัดพนัญเชิงวรวิหาร
  
--------------
 
1-30 มิถุนายน 2558
Work out @ 45
เราขอชวนคุณมาขยับและร่วมออกกำลังไปพร้อมกัน กับการเต้นแอโรบิค ฟรีทุกวันจันทร์, พุธ, ศุกร์ เวลา 17.30 – 18.30 น. ที่ Event Park ลานจอดรถด้านหลัง อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
12-21 มิถุนายน 2558
Home Electric Suprer Shock Sale
โฮมโปรเซอร์ไพร์สกับหลากหลายสินค้า พร้อมโปรโมชั่นสุดแรง ลดและรับเพิ่มสูงสุด 40%  อาทิ ตู้เย็น ทีวี เครื่องเสียง เครื่องซักผ้า พัดลม เครื่องดูดฝุ่น และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกมากมาย พิเศษสุดกระทบไหล่นักแสดงชื่อดัง คุณรัดเกล้า อามระดิษ (แย้ม จากละครสุดแค้นแสนรัก ช่อง3 ) บริเวณ ชั้น 1 แกรนด์ฮอลล์ อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
12-21 มิถุนายน 2558
มหกรรมบ้านอยุธยา
หากคุณกำลังมองหาที่อยู่อาศัย อยากตกแต่งบ้านใหม่ อยากมีสวนเล็กๆ ในบ้าน เราขอชวนคุณมาที่งาน มหกรรมบ้านอยุธยา พร้อมรับข้อเสนอสินเชื่อดีๆ ที่ชั้น 1 หน้าโลตัส อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
13 มิถุนายน 2558ลิเก คณะเฉลิมชัย มาลัยนาค
ขอเชิญชมมหกรรมลิเกรวมดารารายการพิเศษ คณะเฉลิมชัย มาลัยนาค เรื่อง สงครามรักนักรบ เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ “The Hall” Convention Center ชั้น 2 อยุธยาซิตี้พาร์ค บัตรราคา 500 , 300 และ 100 บาท สนใจสอบถามเพิ่มเติมโทร.089-968-0644 หรือ 087-933-3893
 
--------------
14 มิถุนายน 2558 บริจาคโลหิต
อยุธยาซิตี้พาร์ค , เหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันจัดกิจกรรม อยุธยาซิตี้พาร์ครวมใจให้ชีวิตครั้งที่ 2 ประจำปี 2558 ขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคโลหิต เนื่องในวันผู้บริจาคโลหิตโลก เพื่อเป็นการต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์ พร้อมเปิดรับบริจาคดวงตาและอวัยวะ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2 หน้า “The Hall” Convention Center อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
-------------- 
 
14 มิถุนายน 2558วิสาขบูชา มหามงคล
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับ อยุธยาซิตี้พาร์ค และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรม “วิสาขบูชา มหามงคล” เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เชิญทุกท่านร่วมสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมเกศาธาตุ, รูปเหมือน 9 พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ ลานจอดรถด้านหลัง อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
15 มิถุนายน 2558-13 กันยายน 2558 
นิทรรศการ “ภูษา แพพรรณ สายสัมพันธ์อาเซียน” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ
 
--------------
 
17 มิถุนายน 2558 
นัดพบแรงงาน ณ ศูนย์การค้าอยุธยา ซิตี้พาร์ค The Hall ชั้น 2
 
--------------
 
18 มิถุนายน 2558 ชีวิตเปี่ยมสุข
ขอเชิญร่วมสวดมนต์ นั่งสมาธิ และรับฟังการบรรยายธรรม “ฝึกตน ให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน ในวันวิสาข์” จาก
ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต วัดรวกบางบำหรุกรุงเทพมหานคร ในกิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข”  ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป บริเวณชั้น 1 หน้า Food Collection  อยุธยาซิตี้พาร์ค สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง ฟรี! โทร. 035-229234 ต่อ 116, 127
 
--------------
 
24 มิถุนายน ถึง 5 กรกฎาคม 2558 Mid Year Shock Sale ลดราคาสนั่นสูงสุด 90%
สินค้าเยอะมาก ลดราคาหนักมาก ใน Mid Year Shock Sale ลดราคาสนั่นสูงสุด 90% กับสินค้ามากมาย อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ แว่นตา นาฬิกา เครื่องสำอาง ชุดกีฬา อุปกรณ์กีฬา และของใช้ภายในบ้าน บริเวณ ชั้น 1 อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------

 
blog counter
 
 
วัดตูม... “ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ ” พระเศียรเปิดได้
___________________________________________________________________________________________________
        วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ  ตั้งอยู่ริมคลองวัดตูม และริมถนนอยุธยา-อ่างทอง ห่างจากตัวเมืองอยุธยาประมาณ ๖-๗ กิโลเมตร วัดนี้ใครจะเป็นผู้สร้างและสร้างตั้งแต่เมื่อไร ไม่ปรากฏในหลักฐาน ทราบกันแต่ว่าเป็นวัดโบราณครั้งเมืองอโยธยา สร้างมาก่อนที่จะตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และวัดนี้คงจะเป็นวัดร้างมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ หรือก่อนหน้านั้น เพราะเป็นวัดอยู่เกาะนอกเมือง เมื่อข้าศึกเข้าล้อมกรุงฯ ผู้คนก็พากันอพยพหลบหนีกันหมด แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็คงอยู่ไม่ได้ จึงร้างมาแต่ครั้งนั้น ครั้งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้มีผู้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอีก และเป็นวัดที่พระสงฆ์จำพรรษามาจนทุกวันนี้
 
        ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ในหนังสือทำเนียบพระอารามหลวงฉบับกรมธรรมการ พ.ศ.๒๔๖๕ กล่าวถึงประวัติของวัด ความว่า 
 
" ๑๑๓ วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา
 เป็นวัดสำหรับลงเครื่อง ”
 
        ตลอดถึงทุกวันนี้ไม่ต่ำกว่าพันปี วัดตูมเป็นวัดโบราณจริงๆ และเป็นวัดสำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามมาแต่ก่อนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดนี้หลายครั้ง วัดนี้จึงเป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาแต่ในรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
สิ่งที่สำคัญในวัดเฉพาะที่เป็นปูชนียวัตถุ คือ
 
        ๑. พระอุโบสถใหญ่ จั่นหับหน้าหลัง หน้าบันเทพพนมก้านขดโตๆ
        ๒. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยจำนวน ๓ องค์
        ๓. พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย เรียกกันว่า "หลวงพ่อสุข" หน้าตักกว้าง ๘๗ เซนติเมตร สูง ๑๕๐เซนติเมตร ๑ องค์
 
        เฉพาะปูชนียวัตถุภายในวัดตูม ที่ควรนำมากล่าวในประวัติของวัดตูม คือ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย เรียกกันเป็นสามัญว่า “ หลวงพ่อสุขนามเดิมของท่าน คือ "หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ " ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในหอพระพุทธรูป (ข้างหอสวดมนต์ด้านตะวันออก)
        พระพุทธรูปองค์นี้จะสร้างแต่สมัยใด ไม่มีตำนานปรากฏเดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ แถวหน้าพระประธาน สันนิษฐานว่า คงจะมีมาแต่เดิมในวัดนี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามองค์หนึ่ง เป็นพระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ์ราชาธิวาส สวมมงกุฎ มีกุณฑล ทับทรวงสังวาล พาหุรัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย ก็รอดพ้นจากการทำลายล้างผลาญของข้าศึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ยังอยู่ในสภาพบริบูรณ์ มาจนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านผู้สูงอายุบางคนเล่าว่า เคยเห็นองค์พระพุทธรูป ประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ตามพระอุระและพาหา บนพระอังสะทั้งสองข้างประดับด้วยอินทรธนู แต่ในปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ไม่ทราบว่าอันตธานไปแต่เมื่อใด

        พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะแปลกประหลาด กว่าพระพุทธรูปองค์อื่นในประเทศไทย คือ พระเศียรตอนเหนือพระนลาฏเปิดออกได้กับพระเกศมาลาถอดได้ เมื่อปิดไว้ตามเดิมแล้วจะแนบสนิทเกือบเป็นชิ้นเดียวกันไม่ปรากฏรอยเลย ภายในพระเศียร เป็นบ่อกว้างลึกลงไปเกือบถึงพระศอ มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลาเหมือนหยาดน้ำเหงื่อ เป็นน้ำใสเย็นบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถรับประทานได้ โดยปราศจากอันตรายใดๆ และไม่ขาดแห้ง ปรากฏเป็นอัศจรรย์อยู่เช่นนี้ตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แม้จะตักออกมาแล้วใช้สำลีชุบหรือเช็ดให้แห้งบถือน้ำในพระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ว่าเป็น “น้ำศักดิ์สิทธิ์” เกิดขึ้นด้วยอำนาจอภินิหารบารมี สามารถบำบัดรักษาสรรพโรคภัยไข้เจ็บและบรรเทาทุกข์ร้อนให้ความสุขความร่มเย็นได้ ต่างพากันเคารพนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และกอปรด้วยอภินิหาร ทำให้ท่านมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้ไกลจึงพากันเดินทางมานมัสการขอพึ่งบารมีท่านทั้งขอน้ำมนต์และลาภสักการะกันมาตลอด
 
        เรื่องราวของพระพุทธรูป “หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์” องค์นี้ ในด้านอภินิหารเท่าที่ชาวบ้านได้ทราบและจดจำเล่าสืบต่อๆกันมาจนทุกวันนี้ มีอยู่มากมายเหลือจะพรรณนา แม้หนังสือพิมพ์บางฉบับก็เคยนำไปลงเป็นข่าวอยู่เสมอๆ และทราบกันว่า สมัยหนึ่ง มีข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปจากวัดตูม ไปประดิษฐานไว้ในบริเวณเกาะเมือง ตั้งแต่อัญเชิญไปแล้ว ข้าราชการผู้นั้นก็เกิดความไม่สบายใจเกิดความเดือดร้อนภายในครอบครัวตลอดเวลา และผู้คนที่มีส่วนแบกหามเคลื่อนองค์ต่างเจ็บป่วยทั่วทุกคน ถึงกับทุกคนฝันตรงกันว่า ถ้าไม่นำไปคืนจะเดือดร้อนกันทั่วหน้าจึงต้องนำกลับคืนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดตูม ตามเดิม
 นอกจากนี้ภายในวัดตูม ยังมีสระน้ำอยู่ข้างพระอุโบสถด้านตะวันตกกล่าวกันว่าน้ำในสระนี้ได้ใช้ในการทำพิธีลงเครื่องพิชัยสงคราม เช่น ชุบพระแสงตลอดมา เมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินครั้งหลังสุด พ.ศ. ๒๔๕๑ เพื่อทรงประกอบพิธีชุบพระแสงขรรค์ราชศัตรา มีราษฎรไปรอเฝ้าชมพระบารมีกันเต็มท้องน้ำ
 
        พิธีการชุบพระแสงของพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบมามีพิธีการสลับซับซ้อนมาก โดยชั้นแรกจะต้องนำผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ จากนั้นก็ให้พระเถระผู้ใหญ่สลับกันสวดพระพุทธมนต์สลับกันเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืนครั้นเมื่อสวดเสร็จแล้ว จะมีการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ภายในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขมาละลายผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ ซึ่งเมื่อละลายแล้ว จะมีลักษณะเหมือนดินสอพองละลายน้ำ จากนั้นจึงนำมาเขียนเป็นอักขระลงที่พระแสงดาบทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำพระแสงดาบเข้าไปในเตาเผา จากนั้นจึงไปชุบลงในสระน้ำลงเครื่องพิชัยสงคราม ที่อยู่ข้างพระอุโบสถ เมื่อพระแสงเย็นแล้วจะเกิดเป็นตัวนูนขึ้นมาซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง หลังจากนั้นจึงนำมาล้างด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือ น้ำที่อยู่ในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

        อย่างไรก็ตาม วัดตูมนับว่าเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศกำหนดเป็นโบราณสถานสำหรับชาติวัดหนึ่ง ตามความในมาตรา ๖ แห่งพ.ร.บ. ว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๔๗๗ ตามประกาศลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๘
 
__________________________________________________________________________
 
ข้อมูลหนังสือ
หน้าหลัก | ที่กิน | ท่องเที่ยว | ที่พักโรงแรม | ร้านค้าบริการ | เบอร์โทรสำคัญ | จุดวาง | แผนที่ท่องเที่ยว  | ดูดวง  | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา