9 - 24 กันยายน 2557
Rainy Shopping Fest
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดงาน “เทศกาลวันแม่” จึงขอเชิญชวนลูกทุกคน ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ชั้น 1 หน้าร้าน ยามาซากิ อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
14 กันยายน 2557
ขอเชิญนักปั่นจักรยานทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันปั่นจักรยานแรลลี่ครั้งที่ 2
ณ อำเภอบางปะอิน โดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญนักปั่นจักรยานทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันปั่นจักรยานแรลลี่ "วัด วัง วิว" สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TEL.035-262099
 
 
--------------
 
17 กันยายน 2557
นัดพบแรงงาน
สำนักงานจัดหางานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังมองหางาน ต้องการสมัครงาน หรือมีความประสงค์จะเปลี่ยนงาน ถือเอกสารการสมัครงานมา พร้อมรูปถ่าย 1 นิ้ว และสัมภาษณ์งานโดยตรงกับบริษัทต่างๆ เปิดรับสมัครกว่า 2,000 อัตราในวันเดียว บริเวณ ชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
 
--------------
 
18 กันยายน 2557
พิสูจน์เรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
ขอเชิญเหล่ากัลยาณมิตร ร่วมสวดมนต์นั่งสมาธิและฟังธรรม ในกิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข” โดยนิมนต์ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ ร่มอารามธรรมสถาน จ.ปทุมธานี มาชี้แนะทางธรรม “พิสูจน์เรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด” ให้กับพุทธศาสนิกชน ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
19 กันยายน 2557
ขอเชิญร่วมงานวันประมงแห่งชาติ ระดับประเทศ ครั้งที่ 31 ประจำปี 2557
กรมประมง ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญร่วมงานวันประมงแห่งชาติ ระดับประเทศ ครั้งที่ 31 ปี 2557 ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 08.00 - 12.00 น.
 
 
--------------
 
20 กันยายน 2557
อยุธยาซิตี้พาร์ครวมใจให้ชีวิต
เหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ,โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และอยุธยาซิตี้พาร์คร่วมกันจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต รับบริจาคดวงตา อวัยวะ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เตรียมร่างกายมาให้พร้อม เริ่มบริจาคกันได้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
 
--------------
 
23 กันยายน 2557
ศึกอยุธยาซิตี้พาร์คยอดมวยโลก WBA – PABA
มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์, บริษัท แกแล็คซี่ บ๊อกซิ่ง โปรโมชั่น, บริษัท สปอร์ต มิวสิค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท โกลเด้นท์ แกลลอรี่ จำกัด, สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และอยุธยาซิตี้พาร์คร่วมกันระเบิดศึกความมันส์ใน “ศึกอยุธยาซิตี้พาร์คยอดมวยโลก WBA – PABA” กับมวยคู่เอก ฉัตรเพชร ศิษย์หมอเส็ง แชมป์มินิซุปเปอร์ฟลายเวทมวลโลกชาวไทย VS เอนิส เซียฟิน รองแชมป์โลกชาวอินโดนีเซีย ในศึกอยุธยาซิตี้พาร์ค ยอดมวยโลก WBA – PABA ณ เวทีมวยชั่วคราว ชั้น 2 หน้า Food Park
 
--------------
 
27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2557
Ayutthaya City Park Auto Show 2014
สุดยอดมหกรรมยานยนต์ ที่สุดแห่งความทันสมัย จากหลากหลายค่ายรถ พร้อมจัดแสดงรถยนต์นำเข้าทั้งในและต่างประเทศ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์และเครื่องเสียงชั้นนำ ให้คุณได้สัมผัส อาทิ Honda, Mitsubish,i Hundai, Ford, Vespa, Subaru, Isuzu, Mazda, Chevrolet, Nissan, Toyota, Suzuki, Benz, Ssangyong และ BMW ชั้น 1 แกรนด์ฮอลล์
 
--------------
 
27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2557
Ayutthaya City Park Bike Week 2014
จุดนัดพบ ของคนรักจักรยาน ที่คุณไม่ควรพลาด จัดแสดงและจำหน่ายจักรยาน อาทิ เสือภูเขา เสือหมอบ ไฮบริด ทัวร์ริง ฟิกซ์เกียร์ ครุยเซอร์ จักรยานไฟฟ้า อะไหล่จักรยาน อุปกรณ์ตกแต่ง แว่นตา กางเกงจักรยาน เสื้อจักรยาน กระเป๋าติดจักรยาน ผ้าบัฟผ้าปิดจมูก ปลอกแขน และอุปกรณ์ปะยาง ชั้น 1 หน้าห้างทอง เยาวราชกรุงเทพ
 
--------------

 
 
blog counter
 
 
วัดตูม... “ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ ” พระเศียรเปิดได้
___________________________________________________________________________________________________
        วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ  ตั้งอยู่ริมคลองวัดตูม และริมถนนอยุธยา-อ่างทอง ห่างจากตัวเมืองอยุธยาประมาณ ๖-๗ กิโลเมตร วัดนี้ใครจะเป็นผู้สร้างและสร้างตั้งแต่เมื่อไร ไม่ปรากฏในหลักฐาน ทราบกันแต่ว่าเป็นวัดโบราณครั้งเมืองอโยธยา สร้างมาก่อนที่จะตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และวัดนี้คงจะเป็นวัดร้างมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ หรือก่อนหน้านั้น เพราะเป็นวัดอยู่เกาะนอกเมือง เมื่อข้าศึกเข้าล้อมกรุงฯ ผู้คนก็พากันอพยพหลบหนีกันหมด แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็คงอยู่ไม่ได้ จึงร้างมาแต่ครั้งนั้น ครั้งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้มีผู้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอีก และเป็นวัดที่พระสงฆ์จำพรรษามาจนทุกวันนี้
 
        ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ในหนังสือทำเนียบพระอารามหลวงฉบับกรมธรรมการ พ.ศ.๒๔๖๕ กล่าวถึงประวัติของวัด ความว่า 
 
" ๑๑๓ วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา
 เป็นวัดสำหรับลงเครื่อง ”
 
        ตลอดถึงทุกวันนี้ไม่ต่ำกว่าพันปี วัดตูมเป็นวัดโบราณจริงๆ และเป็นวัดสำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามมาแต่ก่อนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดนี้หลายครั้ง วัดนี้จึงเป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาแต่ในรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
สิ่งที่สำคัญในวัดเฉพาะที่เป็นปูชนียวัตถุ คือ
 
        ๑. พระอุโบสถใหญ่ จั่นหับหน้าหลัง หน้าบันเทพพนมก้านขดโตๆ
        ๒. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยจำนวน ๓ องค์
        ๓. พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย เรียกกันว่า "หลวงพ่อสุข" หน้าตักกว้าง ๘๗ เซนติเมตร สูง ๑๕๐เซนติเมตร ๑ องค์
 
        เฉพาะปูชนียวัตถุภายในวัดตูม ที่ควรนำมากล่าวในประวัติของวัดตูม คือ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย เรียกกันเป็นสามัญว่า “ หลวงพ่อสุขนามเดิมของท่าน คือ "หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ " ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในหอพระพุทธรูป (ข้างหอสวดมนต์ด้านตะวันออก)
        พระพุทธรูปองค์นี้จะสร้างแต่สมัยใด ไม่มีตำนานปรากฏเดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ แถวหน้าพระประธาน สันนิษฐานว่า คงจะมีมาแต่เดิมในวัดนี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามองค์หนึ่ง เป็นพระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ์ราชาธิวาส สวมมงกุฎ มีกุณฑล ทับทรวงสังวาล พาหุรัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย ก็รอดพ้นจากการทำลายล้างผลาญของข้าศึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ยังอยู่ในสภาพบริบูรณ์ มาจนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านผู้สูงอายุบางคนเล่าว่า เคยเห็นองค์พระพุทธรูป ประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ตามพระอุระและพาหา บนพระอังสะทั้งสองข้างประดับด้วยอินทรธนู แต่ในปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ไม่ทราบว่าอันตธานไปแต่เมื่อใด

        พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะแปลกประหลาด กว่าพระพุทธรูปองค์อื่นในประเทศไทย คือ พระเศียรตอนเหนือพระนลาฏเปิดออกได้กับพระเกศมาลาถอดได้ เมื่อปิดไว้ตามเดิมแล้วจะแนบสนิทเกือบเป็นชิ้นเดียวกันไม่ปรากฏรอยเลย ภายในพระเศียร เป็นบ่อกว้างลึกลงไปเกือบถึงพระศอ มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลาเหมือนหยาดน้ำเหงื่อ เป็นน้ำใสเย็นบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถรับประทานได้ โดยปราศจากอันตรายใดๆ และไม่ขาดแห้ง ปรากฏเป็นอัศจรรย์อยู่เช่นนี้ตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แม้จะตักออกมาแล้วใช้สำลีชุบหรือเช็ดให้แห้งบถือน้ำในพระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ว่าเป็น “น้ำศักดิ์สิทธิ์” เกิดขึ้นด้วยอำนาจอภินิหารบารมี สามารถบำบัดรักษาสรรพโรคภัยไข้เจ็บและบรรเทาทุกข์ร้อนให้ความสุขความร่มเย็นได้ ต่างพากันเคารพนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และกอปรด้วยอภินิหาร ทำให้ท่านมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้ไกลจึงพากันเดินทางมานมัสการขอพึ่งบารมีท่านทั้งขอน้ำมนต์และลาภสักการะกันมาตลอด
 
        เรื่องราวของพระพุทธรูป “หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์” องค์นี้ ในด้านอภินิหารเท่าที่ชาวบ้านได้ทราบและจดจำเล่าสืบต่อๆกันมาจนทุกวันนี้ มีอยู่มากมายเหลือจะพรรณนา แม้หนังสือพิมพ์บางฉบับก็เคยนำไปลงเป็นข่าวอยู่เสมอๆ และทราบกันว่า สมัยหนึ่ง มีข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปจากวัดตูม ไปประดิษฐานไว้ในบริเวณเกาะเมือง ตั้งแต่อัญเชิญไปแล้ว ข้าราชการผู้นั้นก็เกิดความไม่สบายใจเกิดความเดือดร้อนภายในครอบครัวตลอดเวลา และผู้คนที่มีส่วนแบกหามเคลื่อนองค์ต่างเจ็บป่วยทั่วทุกคน ถึงกับทุกคนฝันตรงกันว่า ถ้าไม่นำไปคืนจะเดือดร้อนกันทั่วหน้าจึงต้องนำกลับคืนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดตูม ตามเดิม
 นอกจากนี้ภายในวัดตูม ยังมีสระน้ำอยู่ข้างพระอุโบสถด้านตะวันตกกล่าวกันว่าน้ำในสระนี้ได้ใช้ในการทำพิธีลงเครื่องพิชัยสงคราม เช่น ชุบพระแสงตลอดมา เมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินครั้งหลังสุด พ.ศ. ๒๔๕๑ เพื่อทรงประกอบพิธีชุบพระแสงขรรค์ราชศัตรา มีราษฎรไปรอเฝ้าชมพระบารมีกันเต็มท้องน้ำ
 
        พิธีการชุบพระแสงของพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบมามีพิธีการสลับซับซ้อนมาก โดยชั้นแรกจะต้องนำผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ จากนั้นก็ให้พระเถระผู้ใหญ่สลับกันสวดพระพุทธมนต์สลับกันเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืนครั้นเมื่อสวดเสร็จแล้ว จะมีการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ภายในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขมาละลายผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ ซึ่งเมื่อละลายแล้ว จะมีลักษณะเหมือนดินสอพองละลายน้ำ จากนั้นจึงนำมาเขียนเป็นอักขระลงที่พระแสงดาบทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำพระแสงดาบเข้าไปในเตาเผา จากนั้นจึงไปชุบลงในสระน้ำลงเครื่องพิชัยสงคราม ที่อยู่ข้างพระอุโบสถ เมื่อพระแสงเย็นแล้วจะเกิดเป็นตัวนูนขึ้นมาซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง หลังจากนั้นจึงนำมาล้างด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือ น้ำที่อยู่ในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

        อย่างไรก็ตาม วัดตูมนับว่าเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศกำหนดเป็นโบราณสถานสำหรับชาติวัดหนึ่ง ตามความในมาตรา ๖ แห่งพ.ร.บ. ว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๔๗๗ ตามประกาศลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๘
 
__________________________________________________________________________
 
ข้อมูลหนังสือ
หน้าหลัก | ที่กิน | ท่องเที่ยว | ที่พักโรงแรม | ร้านค้าบริการ | เบอร์โทรสำคัญ | จุดวาง | แผนที่ท่องเที่ยว  | ดูดวง  | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา