หน้าหลัก เรารักอยุธยา ที่กิน อยุธยา ที่เที่ยว อยุธยา ที่พักโรงแรม อยุธยา ร้านค้าบริการ อยุธยา เบอร์โทรสำคัญ อยุธยา จุดวางนิตยสาร อยุธยา ดูดวง อยุธยา เว็บบอร์ด อยุธยา ติดต่อเรา อยุธยา
 

 
4-15 ต.ค. 60 "ล่าขุมทรัพย์โจรสลัด"
ชวนคุณน้องๆ หนูๆ มาเปิดประสบการณ์สุดตื่นเต้น ในกิจกรรม"ล่าขุมทรัพย์โจรสลัด" สนุกสนานกับการผจญภัยตามล่าหาขุมทรัพย์ อาทิ เกมส์ไขปริศนามหาสมบัติ, เกมส์เสียบดาบ, เกมส์เขากระโหลก, เกมส์ชั่งหอยชิงรางวัล, บูธจำหน่ายสินค้า, อาหาร – เครื่องดื่มมากมาย
และการแสดงดนตรีสุดเร้าใจ ที่ชั้น 1 หน้าโลตัส ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
10 ต.ค. 60 นัดพบแรงงาน
สำนักงานจัดหางานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดงาน "นัดพบแรงงาน" พบตำแหน่งงานมากกว่า 1,500 อัตรา จากบริษัทชั้นนำกว่า 50 บริษัท เพียงเตรียมเอกสารการสมัครงานและเข้ารับการสัมภาษณ์โดยตรงกับบริษัท เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป  
ที่ชั้น 2 หน้า "The Hall" Convention Center ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
  
--------------
 
10 – 23 ต.ค. 60 "Shoes & Handbag"
เอาใจคนรักรองเท้า และกระเป๋าแฟชั่น ในงาน "Shoes & Handbag"จำหน่าย กระเป๋าและรองเท้าคุณภาพ สำหรับวัยทำงาน, น้องๆวัยเรียน,วัยรุ่น ชิคๆ, แบบลุยๆ หรือแบบนักเดินทาง 59
  และอีกมากมายให้เลือกช้อปสบาย ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 หน้าโรบินสัน ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
12 - 15ต.ค.60 "นัดใหญ่...สุขสัปดาห์"
60 มาช้อป ตลาดนัด... กว่า 200 ร้านค้า "นัดใหญ่...สุขสัปดาห์" 6 โซน สุดชิค สุดชิลล์  
พบกับสินค้าสไตล์วินเทจ, แนวอินดี้, คลาสสิค, Food Truck และ Retro และสินค้าเพื่อคนรักสวนให้เดินชิลล์ๆ ฟังเพลงเพลินๆ กับดนตรีสดแนวโฟล์คซองทุกวัน เวลา 16.00 - 21.00 น. ที่ Event Park ลานจอดรถด้านหลัง ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค"
 
--------------
 
19 ต.ค. 60
"ชีวิตเปี่ยมสุข" 
 ขอเชิญร่วมศึกษาสติปัฏฐาน ๔ การเจริญสติควบคู่ไปกับการกำหนดอิริยาบถ พร้อมรับฟังการบรรยายธรรมเกี่ยวกับหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนากับ ดร.ปรียงค์ เมธิโน (หลวงพ่อวิโมกข์) วัดปิปผลิวนาราม จ.ระยอง ในหัวข้อ "สติและสมาธิในชีวิตประจำวัน" พร้อมเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ จากมูลนิธิวัดสวนแก้ว และร่วมออกกำลังกาย "เก้าอี้ขยี้พุง" ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 2 "The Hall" Convention Center ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์คสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง ฟรี!. โทร. 035-801919 ต่อ 116,127 
--------------
 
20 – 28 ต.ค. 60
เสริมมงคล เสริมสุขภาพในเทศกาลกินเจ
เทศกาลกินเจปีนี้ มาเสริมมงคล เสริมสุขภาพ กับหลากหลายเมนูเจ อาทิ ผัดซีอิ๊ว, ส้มตำ, ลาบเห็ด, และอีกมากมาย อิ่มอร่อยได้ตั้งแต่วันที่ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ศูนย์อาหาร ชั้น 1 Food Collection และชั้น 2 FoodPark ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
 
-------------- 
 
20–29 ต.ค. 60
"ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์" 
ขอเชิญทุกท่านร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในโครงการ " ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์" ชมการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจและภาพวาด จากชมรมศิษย์เก่าศิลปะมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ที่ชั้น 1 Event Park พร้อมชมการแสดงโขนเทิดพระเกียรติฯ ในวันที่ 20 ต.ค. 60 และชมความสวยงามของลาน"ดอกดาวเรือง"กว่า 10,000 ต้น ลานด้านหน้าติดถนนสายเอเซีย และ Sculpture ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
26 ต.ค. 60
ขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาค ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  
ภายในพระราชวังโบราณ (ติดกับวัดธรรมิกราช) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สอบถามข้อมุลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร 035-336554 ต่อ 22
 
--------------
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
blog counter
 
 
 
วัดตูม... “ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ ” พระเศียรเปิดได้
___________________________________________________________________________________________________
        วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ  ตั้งอยู่ริมคลองวัดตูม และริมถนนอยุธยา-อ่างทอง ห่างจากตัวเมืองอยุธยาประมาณ ๖-๗ กิโลเมตร วัดนี้ใครจะเป็นผู้สร้างและสร้างตั้งแต่เมื่อไร ไม่ปรากฏในหลักฐาน ทราบกันแต่ว่าเป็นวัดโบราณครั้งเมืองอโยธยา สร้างมาก่อนที่จะตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และวัดนี้คงจะเป็นวัดร้างมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ หรือก่อนหน้านั้น เพราะเป็นวัดอยู่เกาะนอกเมือง เมื่อข้าศึกเข้าล้อมกรุงฯ ผู้คนก็พากันอพยพหลบหนีกันหมด แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็คงอยู่ไม่ได้ จึงร้างมาแต่ครั้งนั้น ครั้งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้มีผู้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอีก และเป็นวัดที่พระสงฆ์จำพรรษามาจนทุกวันนี้
 
        ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ในหนังสือทำเนียบพระอารามหลวงฉบับกรมธรรมการ พ.ศ.๒๔๖๕ กล่าวถึงประวัติของวัด ความว่า 
 
" ๑๑๓ วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา
 เป็นวัดสำหรับลงเครื่อง ”
 
        ตลอดถึงทุกวันนี้ไม่ต่ำกว่าพันปี วัดตูมเป็นวัดโบราณจริงๆ และเป็นวัดสำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามมาแต่ก่อนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดนี้หลายครั้ง วัดนี้จึงเป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาแต่ในรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
สิ่งที่สำคัญในวัดเฉพาะที่เป็นปูชนียวัตถุ คือ
 
        ๑. พระอุโบสถใหญ่ จั่นหับหน้าหลัง หน้าบันเทพพนมก้านขดโตๆ
        ๒. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยจำนวน ๓ องค์
        ๓. พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย เรียกกันว่า "หลวงพ่อสุข" หน้าตักกว้าง ๘๗ เซนติเมตร สูง ๑๕๐เซนติเมตร ๑ องค์
 
        เฉพาะปูชนียวัตถุภายในวัดตูม ที่ควรนำมากล่าวในประวัติของวัดตูม คือ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย เรียกกันเป็นสามัญว่า “ หลวงพ่อสุขนามเดิมของท่าน คือ "หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ " ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในหอพระพุทธรูป (ข้างหอสวดมนต์ด้านตะวันออก)
        พระพุทธรูปองค์นี้จะสร้างแต่สมัยใด ไม่มีตำนานปรากฏเดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ แถวหน้าพระประธาน สันนิษฐานว่า คงจะมีมาแต่เดิมในวัดนี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามองค์หนึ่ง เป็นพระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ์ราชาธิวาส สวมมงกุฎ มีกุณฑล ทับทรวงสังวาล พาหุรัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย ก็รอดพ้นจากการทำลายล้างผลาญของข้าศึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ยังอยู่ในสภาพบริบูรณ์ มาจนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านผู้สูงอายุบางคนเล่าว่า เคยเห็นองค์พระพุทธรูป ประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ตามพระอุระและพาหา บนพระอังสะทั้งสองข้างประดับด้วยอินทรธนู แต่ในปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ไม่ทราบว่าอันตธานไปแต่เมื่อใด

        พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะแปลกประหลาด กว่าพระพุทธรูปองค์อื่นในประเทศไทย คือ พระเศียรตอนเหนือพระนลาฏเปิดออกได้กับพระเกศมาลาถอดได้ เมื่อปิดไว้ตามเดิมแล้วจะแนบสนิทเกือบเป็นชิ้นเดียวกันไม่ปรากฏรอยเลย ภายในพระเศียร เป็นบ่อกว้างลึกลงไปเกือบถึงพระศอ มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลาเหมือนหยาดน้ำเหงื่อ เป็นน้ำใสเย็นบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถรับประทานได้ โดยปราศจากอันตรายใดๆ และไม่ขาดแห้ง ปรากฏเป็นอัศจรรย์อยู่เช่นนี้ตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แม้จะตักออกมาแล้วใช้สำลีชุบหรือเช็ดให้แห้งบถือน้ำในพระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ว่าเป็น “น้ำศักดิ์สิทธิ์” เกิดขึ้นด้วยอำนาจอภินิหารบารมี สามารถบำบัดรักษาสรรพโรคภัยไข้เจ็บและบรรเทาทุกข์ร้อนให้ความสุขความร่มเย็นได้ ต่างพากันเคารพนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และกอปรด้วยอภินิหาร ทำให้ท่านมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้ไกลจึงพากันเดินทางมานมัสการขอพึ่งบารมีท่านทั้งขอน้ำมนต์และลาภสักการะกันมาตลอด
 
        เรื่องราวของพระพุทธรูป “หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์” องค์นี้ ในด้านอภินิหารเท่าที่ชาวบ้านได้ทราบและจดจำเล่าสืบต่อๆกันมาจนทุกวันนี้ มีอยู่มากมายเหลือจะพรรณนา แม้หนังสือพิมพ์บางฉบับก็เคยนำไปลงเป็นข่าวอยู่เสมอๆ และทราบกันว่า สมัยหนึ่ง มีข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปจากวัดตูม ไปประดิษฐานไว้ในบริเวณเกาะเมือง ตั้งแต่อัญเชิญไปแล้ว ข้าราชการผู้นั้นก็เกิดความไม่สบายใจเกิดความเดือดร้อนภายในครอบครัวตลอดเวลา และผู้คนที่มีส่วนแบกหามเคลื่อนองค์ต่างเจ็บป่วยทั่วทุกคน ถึงกับทุกคนฝันตรงกันว่า ถ้าไม่นำไปคืนจะเดือดร้อนกันทั่วหน้าจึงต้องนำกลับคืนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดตูม ตามเดิม
 นอกจากนี้ภายในวัดตูม ยังมีสระน้ำอยู่ข้างพระอุโบสถด้านตะวันตกกล่าวกันว่าน้ำในสระนี้ได้ใช้ในการทำพิธีลงเครื่องพิชัยสงคราม เช่น ชุบพระแสงตลอดมา เมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินครั้งหลังสุด พ.ศ. ๒๔๕๑ เพื่อทรงประกอบพิธีชุบพระแสงขรรค์ราชศัตรา มีราษฎรไปรอเฝ้าชมพระบารมีกันเต็มท้องน้ำ
 
        พิธีการชุบพระแสงของพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบมามีพิธีการสลับซับซ้อนมาก โดยชั้นแรกจะต้องนำผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ จากนั้นก็ให้พระเถระผู้ใหญ่สลับกันสวดพระพุทธมนต์สลับกันเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืนครั้นเมื่อสวดเสร็จแล้ว จะมีการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ภายในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขมาละลายผงฝุ่นที่ทำเป็นเลขยันต์ ซึ่งเมื่อละลายแล้ว จะมีลักษณะเหมือนดินสอพองละลายน้ำ จากนั้นจึงนำมาเขียนเป็นอักขระลงที่พระแสงดาบทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำพระแสงดาบเข้าไปในเตาเผา จากนั้นจึงไปชุบลงในสระน้ำลงเครื่องพิชัยสงคราม ที่อยู่ข้างพระอุโบสถ เมื่อพระแสงเย็นแล้วจะเกิดเป็นตัวนูนขึ้นมาซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง หลังจากนั้นจึงนำมาล้างด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือ น้ำที่อยู่ในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

        อย่างไรก็ตาม วัดตูมนับว่าเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศกำหนดเป็นโบราณสถานสำหรับชาติวัดหนึ่ง ตามความในมาตรา ๖ แห่งพ.ร.บ. ว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๔๗๗ ตามประกาศลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๘
 
__________________________________________________________________________
 
ข้อมูลหนังสือ
 
หน้าหลัก | ที่กิน | ท่องเที่ยว | ที่พักโรงแรม | ร้านค้าบริการ | เบอร์โทรสำคัญ | จุดวาง | แผนที่ท่องเที่ยว  | ดูดวง  | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา